คริปโตพลัส

ศูนย์รวมความรู้คริปโต เคล็ดลับลงทุน และอัปเดตราคาเหรียญแบบเรียลไทม์

ความรู้คริปโตและวิเคราะห์ราคา

เงินบาทดิจิทัล: ข้อดี ข้อเสีย ที่ควรรู้ ก่อนรัฐบาลแจก 10,000!

ช่วงนี้ไม่ว่าหันไปทางไหนก็ได้ยินแต่คำว่า “เงินดิจิทัล” เต็มไปหมดใช่ไหมครับ? บางคนก็พูดถึง “เงินบาทดิจิทัล” ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังศึกษา บางคนก็ลุ้น “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ที่รัฐบาลจะแจกให้เร็ว ๆ นี้ จนเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งถึงกับถามขึ้นมาว่า “เดี๋ยวนี้เห็นพูดถึงแต่ เงินดิจิทัล แล้วมันต่างอะไรกับที่เราใช้กันอยู่ทุกวันล่ะ? แล้วเราควรจะตื่นเต้นกับมันดีไหมเนี่ย?”

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงินมานาน ผมเข้าใจดีว่าเรื่องพวกนี้ฟังดูซับซ้อน แต่เชื่อเถอะครับว่ามันไม่ได้ยากเกินทำความเข้าใจ วันนี้ผมจะชวนทุกคนมาไขปริศนาเรื่อง “เงินดิจิทัล” ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐานการเงินก็อ่านได้สบาย ๆ เหมือนกำลังนั่งจิบกาแฟคุยกันครับ

**เมื่อเงินบาทธรรมดาแปลงร่างเป็น “เงินบาทดิจิทัล” (CBDC)**

ก่อนอื่นเลย มาทำความรู้จักกับ “เงินบาทดิจิทัล” ที่ทางการใช้คำย่อว่า CBDC (Central Bank Digital Currency) กันก่อนครับ พูดให้ง่ายที่สุด มันก็คือเงินบาทที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้แหละครับ เพียงแต่มันไม่ได้อยู่ในรูปธนบัตรหรือเหรียญ แต่เป็นข้อมูลดิจิทัลล้วน ๆ ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือก็คือ `ธนาคารกลาง` ของเรานี่เองครับ คุณสมบัติของมันทุกอย่างเหมือนเงินบาทปกติเลย คือใช้ซื้อของได้ เก็บเป็นมูลค่าได้ และใช้อ้างอิงทางบัญชีได้ครบถ้วน

คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วมันต่างจาก `คริปโทเคอร์เรนซี` อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ยังไง? คำตอบคือต่างกันลิบลับเลยครับ `เงินบาทดิจิทัล` มีมูลค่าคงที่แน่นอน 1 บาทก็คือ 1 บาท ไม่ผันผวนเหมือนคริปโทฯ ที่ราคาขึ้นลงตามกลไกตลาดและเน้นการเก็งกำไร ที่สำคัญ `เงินบาทดิจิทัล` ยังเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งคริปโทฯ ไม่ได้มีสถานะแบบนั้นครับ

แล้วถ้าเทียบกับ `เงินอิเล็กทรอนิกส์` (e-money) หรือ `กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์` (E-Wallet) ที่เราใช้เติมเงินจ่ายค่ากาแฟ หรือสแกน QR Code ตามร้านค้าล่ะ? `เงินบาทดิจิทัล` ก็ยังแตกต่างออกไปอีกครับ เพราะ `เงินอิเล็กทรอนิกส์` หรือ `E-Wallet` นั้นออกโดยสถาบันการเงินหรือบริษัทเอกชน และมักจะมีข้อจำกัดในการใช้งานมากกว่า เช่น ใช้ได้แค่บางร้านค้า หรือมีวงเงินจำกัด แต่ `เงินบาทดิจิทัล` นั้นออกมาโดย ธปท. โดยตรง ทำให้มีสถานะเป็นเงินที่ใช้ได้ทั่วไป ไม่ต่างจากเงินสดหรือเงินในบัญชีธนาคารเลยครับ

**ข้อดี ข้อเสีย ของ `เงินบาทดิจิทัล` (CBDC) ที่ต้องรู้**

แน่นอนว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ย่อมมาพร้อมทั้งด้านที่น่าตื่นเต้นและด้านที่ต้องระมัดระวัง สำหรับ `เงินบาทดิจิทัล` หรือ CBDC นั้น `ข้อดี` ที่ชัดเจนคือ `ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการชำระเงิน` ครับ เพราะเป็นการทำธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหลายชั้น ทำให้ลดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก `ความปลอดภัย` ก็สูงขึ้นด้วย `เทคโนโลยีบล็อกเชน` ที่ทำให้ทุกธุรกรรมตรวจสอบย้อนหลังได้ ลดปัญหาบัญชีม้าหรือการฉ้อโกงลงได้ แถมยังช่วย `เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน` ให้กับคนที่ไม่เคยมีบัญชีธนาคาร หรือเข้าไม่ถึงสถาบันการเงินอีกด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถควบคุม `นโยบายการเงิน` ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วย `ลดต้นทุนการจัดการเงินสด` ของประเทศได้อีกมหาศาลครับ

แต่เหรียญก็มีสองด้านใช่ไหมครับ `ข้อเสีย` ที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งคือเรื่อง `การสูญเสียความเป็นส่วนตัว` เพราะรัฐสามารถติดตามการใช้จ่ายของเราได้ทุกเม็ด ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการควบคุมข้อมูล นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้าน `ความปลอดภัยทางไซเบอร์` ที่อาจถูกโจมตีได้ แม้จะใช้บล็อกเชนก็ตาม และที่สำคัญคือผลกระทบต่อ `ระบบธนาคารพาณิชย์` ครับ เพราะถ้าคนหันไปใช้ `เงินบาทดิจิทัล` กันเยอะ ๆ ธนาคารพาณิชย์ก็อาจสูญเสียลูกค้าหรือบทบาทความสำคัญลงไปได้ครับ

ปัจจุบัน `ธนาคารแห่งประเทศไทย` ยังคงศึกษาและทดสอบ `เงินบาทดิจิทัล` อย่างรอบคอบ ทั้งใน `โครงการอินทนนท์` ที่เน้นการใช้งานระหว่างสถาบันการเงิน และ `โครงการบางขุนพรหม` ที่เป็นการทดลองใช้ในภาคประชาชน เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานระบบการเงินไทยให้พร้อมรับมือโลกการเงินในอนาคตครับ โดย ธปท. ยืนยันว่า `เงินบาทดิจิทัล` จะเข้ามาเป็น `ทางเลือก` ในการชำระเงินที่มีอยู่ ไม่ได้มาแทนที่เงินสดหรือระบบอื่น ๆ ครับ

**เมื่อเงินดิจิทัล 10,000 บาท มาพร้อมความหวังและข้อกังวล**

มาถึง `เงินดิจิทัล 10,000 บาท` หรือที่เรียกกันติดปากว่า `ดิจิทัลวอลเล็ต` นโยบายเรือธงของรัฐบาลปัจจุบันที่ตั้งใจ `กระตุ้นเศรษฐกิจ` ครั้งใหญ่กันบ้างครับ อันนี้ก็ไม่ใช่ `คริปโทเคอร์เรนซี` เช่นกันนะครับ แต่เป็นเสมือนเหรียญ หรือคูปองสิทธิ์การใช้เงินที่รัฐบาลรับประกันมูลค่าเท่าเงินบาท และจะอยู่บน `เทคโนโลยีบล็อกเชน` เช่นกัน

รายละเอียดคร่าว ๆ ที่เรารู้กันคือ จะแจกเงิน 10,000 บาท ให้ `ประชาชน` อายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 840,000 บาทต่อปี และเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการใช้จ่ายคือ ต้องใช้ภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากทะเบียนบ้าน และต้องใช้กับร้านค้าขนาดเล็กเท่านั้น ภายใน 6 เดือน คาดว่าจะเริ่มได้ช่วงต้นปี 2567 ครับ

**มุมมองของผู้สนับสนุน:** ฝั่งรัฐบาลและผู้สนับสนุนมองว่านโยบายนี้มี `ข้อดี` มหาศาลครับ พวกเขาเชื่อว่านี่คือยาแรงที่จะ `กระตุ้นเศรษฐกิจ` โดยรวมได้จริง คาดการณ์ว่าเงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 3 ล้านล้านบาท และอาจช่วยดัน `GDP` (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ให้เติบโตได้ 1.2 – 1.6% ในปี 2568 นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ `ประชาชน` และร้านค้าปรับตัวเข้าสู่ `เศรษฐกิจดิจิทัล` มากขึ้น และวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วยครับ

**มุมมองของนักวิชาการและฝ่ายค้าน:** แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการหลายท่าน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจาก `คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์` และสื่ออย่าง `ThairathMoney` ก็ได้แสดง `ข้อเสีย` และ `ความกังวล` ออกมาอย่างต่อเนื่องครับ ประเด็นหลัก ๆ คือ:

* **ความยุ่งยากในการใช้งาน:** โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ หรือคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี อาจใช้งานระบบที่ซับซ้อนนี้ไม่ได้
* **ความไม่พร้อมของระบบร้านค้า:** ร้านค้าขนาดเล็กจำนวนมากอาจยังไม่พร้อมรับการชำระเงินดิจิทัล หรือเข้าถึงระบบได้ยาก
* **ความเสี่ยงเรื่อง `เงินเฟ้อ`:** การอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าระบบพร้อมกัน อาจทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระให้ `ประชาชน`
* **กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวไม่ได้:** นักวิชาการบางท่านมองว่า มาตรการเงินโอนแบบนี้มักมี `ตัวทวีคูณทางการคลัง` (Fiscal Multiplier) ที่ต่ำในไทย (ราว 0.4 – 0.9 เท่า) ซึ่งหมายความว่า เงิน 10,000 บาทที่แจก อาจสร้างผลกระทบต่อ `GDP` น้อยกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ และอาจเป็นการดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ ทำให้เศรษฐกิจซบเซาลงในภายหลัง
* ภาระ `หนี้สาธารณะ` และ `วินัยการคลัง`:** นี่คือประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดครับ ข้อมูลจาก `คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์` ระบุว่า ณ 30 กันยายน 2566 `หนี้สาธารณะ` คงค้างของไทยอยู่ที่ 62.44% ของ `GDP` แล้ว หากมีการดำเนินนโยบาย `ดิจิทัลวอลเล็ต` นี้ คาดการณ์ว่าจะทำให้สัดส่วน `หนี้สาธารณะ` ต่อ `GDP` พุ่งไปที่ประมาณ 67% ซึ่งเข้าใกล้เพดาน 70% ที่กำหนดไว้มากครับ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเพิ่มภาระหนี้ก้อนใหญ่นี้ อาจส่งผลกระทบต่อ `วินัยการคลัง` ในระยะยาว และอาจทำให้รัฐบาลมีความสามารถในการกู้ยืมเพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตลดลงครับ หรือที่เรียกว่า `Crowding out effect` ที่ภาครัฐเบียดบังการลงทุนของภาคเอกชนไป

**`E-Wallet` และ `E-Payment` สองเพื่อนซี้ในชีวิตดิจิทัล**

เมื่อพูดถึงเงินดิจิทัล ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึง `กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์` (E-Wallet) และ `การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์` (E-Payment) ที่เราคุ้นเคยกันดีครับ หลายคนอาจสับสนว่า สรุปแล้ว `เงินบาทดิจิทัล` และ `ดิจิทัลวอลเล็ต` ต่างจาก `E-Wallet` ที่เราใช้สแกนจ่ายค่ากาแฟกันทุกวันอย่างไร?

พูดง่าย ๆ คือ `E-Payment` หรือ `การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์` คือระบบการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสดผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมกว้างมากครับ ส่วน `E-Wallet` หรือ `กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์` เป็นส่วนหนึ่งของ `E-Payment` ครับ มันคือกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เก็บเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และใช้จ่ายได้เหมือนเราพกเงินสดในกระเป๋าจริง ๆ นี่แหละครับ

`E-Wallet` มี `ข้อดี` เด่น ๆ คือ `ความสะดวกสบาย` ครับ เราไม่ต้องพกเงินสดเยอะ ๆ แค่มีสมาร์ทโฟนก็จ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง แถมหลาย ๆ แอปฯ ยังเชื่อมต่อกับบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารได้ และยังมีฟีเจอร์เสริมที่เพิ่ม `ความคุ้มค่า` เช่น สะสมคะแนน ส่วนลด หรือโปรโมชั่นต่าง ๆ ครับ แต่ที่สำคัญคือ `E-Wallet` เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกโดยธนาคารกลางครับ

**สรุปและก้าวต่อไปในโลกการเงินดิจิทัล**

ไม่ว่าจะเป็น `เงินบาทดิจิทัล` ของ ธปท. หรือ `ดิจิทัลวอลเล็ต` ของรัฐบาล หรือแม้แต่ `E-Wallet` ที่เราใช้กันทุกวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกเราว่าโลกการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวครับ

สำหรับ `ธนาคารแห่งประเทศไทย` นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน `FinTech` หรือ `เทคโนโลยีทางการเงิน` เพื่อให้ระบบการเงินของประเทศแข็งแกร่งและปลอดภัยที่สุด ส่วนนโยบาย `ดิจิทัลวอลเล็ต` ของรัฐบาลก็เป็นอีกหนึ่งการทดลองครั้งใหญ่ที่จะ `กระตุ้นเศรษฐกิจ` และนำพาประเทศไปสู่ `เศรษฐกิจดิจิทัล` อย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายเรื่อง `วินัยการคลัง` และ `หนี้สาธารณะ` ที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดครับ

ในฐานะ `ประชาชน` เราควรทำความเข้าใจเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้อย่างรอบด้านครับ `ข้อดี ข้อเสีย` ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หาก `เงินบาทดิจิทัล` ถูกนำมาใช้จริง ก็จะเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น ส่วน `ดิจิทัลวอลเล็ต` หากเข้าเกณฑ์และได้รับสิทธิ์ ก็จะเป็นโอกาสในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการจับจ่ายในท้องถิ่นครับ

⚠️ **ข้อแนะนำ:** หากคุณกำลังพิจารณาใช้ประโยชน์จากนโยบาย `ดิจิทัลวอลเล็ต` หรือสนใจเรื่อง `เงินบาทดิจิทัล` ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น `ธนาคารแห่งประเทศไทย` หรือบทวิเคราะห์จากสถาบันการศึกษาอย่าง `คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์` เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะเป็นประโยชน์กับเราทุกคนอย่างแท้จริง และเราจะสามารถใช้ชีวิตใน `เศรษฐกิจดิจิทัล` ได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยครับ

LEAVE A RESPONSE