สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับ “เหรียญ BNB” หรือ “BNB Coin” มาเล่าให้ฟังครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้บ่อย ๆ โดยเฉพาะในแวดวงคริปโทฯ หรือการลงทุนดิจิทัล แต่เคยสงสัยไหมครับว่าเจ้าเหรียญสารพัดประโยชน์ตัวนี้ มันมีบทบาทสำคัญอะไรในโลกของบล็อกเชน และทำไมถึงเป็นที่จับตามองของนักลงทุนมากมายทั่วโลก?
ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าโลกคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) คือประเทศดิจิทัลขนาดใหญ่สักแห่ง เหรียญ BNB Coin ก็เปรียบเสมือน “สกุลเงินหลัก” ของประเทศนั้น นั่นคือ “เครือข่ายบีเอ็นบี” (BNB Chain) ครับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสภาพแวดล้อมเว็บทรี (Web3) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เหรียญ BNB ไม่ได้มีไว้แค่ซื้อขายแลกเปลี่ยนเท่านั้นนะครับ แต่ยังรองรับการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนสำคัญ ๆ อย่างบีเอ็นบี สมาร์ทเชน (BNB Smart Chain หรือ BSC), ออปบีเอ็นบี แอลทูเอส (opBNB L2s) และบีเอ็นบี กรีนฟิลด์ (BNB Greenfield) พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณอยากทำอะไรในโลกของเครือข่ายบีเอ็นบี ไม่ว่าจะเป็นการโอนเหรียญ, ใช้แอปพลิเคชันกระจายอำนาจ (dApp) หรือแม้แต่สร้างโครงการใหม่ ๆ ก็ต้องใช้ BNB Coin นี่แหละครับเป็น “ค่าแก๊ส” หรือค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม

แต่ความเจ๋งของ BNB Coin ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องค่าธรรมเนียมเท่านั้นนะครับ เหรียญนี้ยังทำหน้าที่เป็น “โทเค็นธรรมาภิบาล” (Governance Token) อีกด้วย ลองจินตนาการว่าคุณเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัท ที่สามารถออกเสียงและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทิศทางของบริษัทได้เลย ผู้ถือ BNB Coin ก็มีสิทธิ์คล้าย ๆ กันนี้แหละครับ คือมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลแบบกระจายอำนาจของเครือข่ายบีเอ็นบี ทำให้ทิศทางการพัฒนาเป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของชุมชน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ เหรียญ BNB ยังถือเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและกระตุ้นการใช้งานในระบบนิเวศทั้งหมด เดิมที BNB Coin เปิดตัวในปี 2560 ในฐานะโทเค็นของการแลกเปลี่ยนไบแนนซ์ (Binance) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ ชื่อดังระดับโลก โดยมีวัตถุประสงค์หลักในตอนนั้นคือเพื่อมอบส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้กับผู้ใช้บนแพลตฟอร์มไบแนนซ์ครับ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเครือข่ายบีเอ็นบีได้เปิดตัวเมนเน็ต (Mainnet) หรือเครือข่ายหลักของตัวเองเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 เหรียญ BNB ก็ได้ย้ายจากเครือข่ายอีเธอเรียม (Ethereum Network) มายังเครือข่ายบีเอ็นบีของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ ปรัชญาเบื้องหลังของ BNB คือ “สร้างและสร้าง” (Build and Build) ซึ่งสะท้อนบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาและนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายในระบบนิเวศอย่างไม่หยุดยั้ง
ทีนี้เรามาดู “พลังพิเศษ” ของ BNB Coin กันบ้างดีกว่าครับว่าทำอะไรได้อีก นอกจากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและการกำกับดูแลแล้ว BNB Coin ยังสามารถนำไปใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการในบางร้านค้าได้, ใช้ชำระค่าธรรมเนียมบนไบแนนซ์ สมาร์ทเชน (Binance Smart Chain) ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ (dApp) หรือแม้กระทั่งเข้าร่วมการขายโทเค็นพิเศษ (token sale) ที่จัดขึ้นบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่น่าสนใจคือ ผู้ถือ BNB Coin ยังได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายบนไบแนนซ์อีกด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายแบบสปอต (Spot) ที่ลด 25%, แบบมาร์จิ้น (Margin) 25% หรือแบบฟิวเจอร์ส (Futures) 10% ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดีเยี่ยมสำหรับนักเทรด และถ้าคุณเป็นคนชอบแนะนำเพื่อน ๆ มาลงทุน ก็สามารถรับค่าคอมมิชชั่นสูงสุดถึง 40% จากโปรแกรมแนะนำเพื่อน (Referral Program) นอกจากนี้ ผู้ถือ BNB Coin ยังสามารถนำเหรียญไปวางเดิมพัน (stake) ใน BNB วอลท์ (BNB Vault) เพื่อรับรางวัล หรือเข้าร่วมโอกาสในการฟาร์มโทเค็นใหม่ ๆ บนไบแนนซ์ ลอนช์พูล (Binance Launchpool) และเข้าถึงการขายโทเค็นพิเศษบนไบแนนซ์ ลอนช์แพด (Binance Launchpad) ได้อีกด้วย แถมยังส่งและรับการชำระเงินคริปโทฯ ได้ง่าย ๆ ด้วยไบแนนซ์ เพย์ (Binance Pay) หรือแม้แต่สมัครสินเชื่อคริปโทฯ (crypto loan) ผ่านไบแนนซ์ โลน (Binance Loan) ก็ยังได้ เรียกได้ว่าเป็นเหรียญที่ใช้งานได้หลากหลายมิติจริง ๆ ครับ

และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “กลไกการเผาเหรียญอัตโนมัติ” (Auto-Burn) ของ BNB Coin ครับ เคยสงสัยไหมว่าทำไมเหรียญคริปโทฯ ถึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้? หนึ่งในปัจจัยสำคัญก็คือเรื่องของ “อุปทาน” (supply) หรือจำนวนเหรียญที่มีอยู่ในตลาดนั่นเองครับ BNB Coin ใช้ระบบการเผาเหรียญอัตโนมัติ เพื่อลดอุปทานรวมของเหรียญลงเรื่อย ๆ จนเหลือ 100,000,000 BNB ซึ่งน้อยกว่าอุปทานสูงสุดที่กำหนดไว้ถึง 200,000,000 BNB เลยทีเดียว กลไกนี้จะปรับปริมาณ BNB ที่จะเผาตามราคาของ BNB และจำนวนบล็อกที่สร้างบนบีเอ็นบี สมาร์ทเชน (BSC) ในแต่ละไตรมาส ซึ่งเพิ่มความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ว่าจะมีการเผาเหรียญเท่าไร เหมือนการลดจำนวนหุ้นของบริษัทเพื่อเพิ่มมูลค่าหุ้นที่เหลืออยู่ และที่น่าสนใจคือ ถ้าผู้ใช้เผลอทำ BNB Coin หายในกรณีที่เข้าข่าย เช่น โอนผิดพลาดในบางเงื่อนไข ก็ยังสามารถได้รับการชดเชยผ่านโปรแกรมเผาเหรียญไพโอเนียร์เบิร์น (BNB Pioneer Burn Program) โดยเหรียญที่ผู้ใช้สูญหายจะถูกนับรวมในการเผาอย่างเป็นทางการและชดเชยให้ด้วย BNB Coin ที่หายไป แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ BNB Coin ยังใช้กลไกการเผาแบบเรียลไทม์ (real-time) ตามค่าธรรมเนียมแก๊ส (gas fee) โดยมีการเผาค่าธรรมเนียมแก๊สในแต่ละบล็อกตามอัตราส่วนที่กำหนด ซึ่งอัตราส่วนนี้จะถูกตัดสินโดยผู้ตรวจสอบความถูกต้อง (validator) ของบีเอ็นบี สมาร์ทเชน ทำให้มีการลดอุปทานอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ธุรกรรมที่เกิดขึ้น
มาดูสถานการณ์ราคาและแนวโน้มตลาดของ BNB Coin กันบ้างครับ ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เหรียญ BNB เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ระหว่าง 657 ถึง 664 ดอลลาร์สหรัฐ และรักษาระดับราคาให้แข็งแกร่งเหนือ 660 ดอลลาร์สหรัฐได้ แม้จะมีความผันผวนระหว่างวันบ้างก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองเห็นสัญญาณการสะสมโดยนักลงทุนรายใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “วาฬคริปโทฯ” (Whales) ซึ่งมักจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของสินทรัพย์นั้น ๆ สอดคล้องกับตัวบ่งชี้ทางเทคนิค (technical indicator) สำคัญอย่างดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (Relative Strength Index หรือ RSI) ที่ยืนอยู่เหนือ 55.01 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งขาขึ้นปานกลาง และค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่บรรจบและลู่ออก (Moving Average Convergence Divergence หรือ MACD) ที่กำลังส่งสัญญาณถึงโมเมนตัมการซื้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาจะดูดี แต่ตลาดกลับขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ค้ารายย่อย เนื่องจากเงินทุนส่วนใหญ่ไหลเข้ามาจากสถาบันการเงินหรือนักลงทุนรายใหญ่เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความไม่แน่นอนสูงและอาจเกิดการปรับฐานราคาได้ในระยะเวลาอันใกล้ หากมองย้อนกลับไป BNB Coin เคยทำราคาสูงสุดตลอดกาล (All-Time High หรือ ATH) ที่ 788.84 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนธันวาคมปีก่อน และต่ำสุดตลอดกาล (All-Time Low หรือ ATL) ที่ 0.03982 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนตุลาคม 2560 จะเห็นได้ว่าการฟื้นตัวของ BNB Coin มักจะสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทฯ โดยรวม และเส้นทางราคาของบิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเป็นเหรียญพี่ใหญ่ในตลาดเสมอ
เมื่อเจาะลึกลงไปใน “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ของ BNB Coin เราจะเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นครับ ณ ข้อมูลที่ได้รับมาล่าสุด เหรียญ BNB มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงถึงกว่า 83,071 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีปริมาณการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ที่ประมาณ 1,481 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาพคล่องและความสนใจที่สูงจากนักลงทุน ส่วนอุปทานหมุนเวียน (Circulating Supply) และอุปทานรวม (Total Supply) ก็อยู่ที่ประมาณ 153,856,150 BNB ใกล้เคียงกัน ซึ่งหมายความว่าเหรียญส่วนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นได้เข้าสู่ระบบการหมุนเวียนแล้ว ขณะที่อุปทานสูงสุด (Max Supply) ถูกกำหนดไว้ที่ 200,000,000 BNB ซึ่งหมายถึงจำนวนเหรียญสูงสุดที่สามารถมีอยู่ในระบบได้ตลอดไป

ที่น่าสนใจคือรายงานพิสูจน์การสำรอง (Proof-of-Reserves หรือ PoR) ฉบับที่ 32 ของไบแนนซ์ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม แสดงให้เห็นถึงการสำรองเกินหลักประกัน (over-collateralized) สำหรับโทเค็นหลัก ๆ โดยเฉพาะ BNB Coin ที่มีอัตราส่วนการสำรองถึง 111.79% ซึ่งสูงกว่าบิตคอยน์ (102.51%) อีเธอเรียม (100%) และยูเอสดีที (USDT) (101.11%) สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานว่าไบแนนซ์มีสินทรัพย์สำรองเพียงพอที่จะรองรับยอดคงเหลือของลูกค้า แม้ว่ายอดคงเหลือของบิตคอยน์และอีเธอเรียมบนแพลตฟอร์มไบแนนซ์จะลดลงเล็กน้อย แต่ยอดคงเหลือของ USDT ซึ่งเป็นเหรียญคงที่ (stablecoin) กลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้ใช้งานอาจจะต้องการรักษามูลค่าสินทรัพย์ในรูปของเหรียญที่มีความผันผวนน้อยกว่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง การที่ไบแนนซ์สามารถแสดงหลักฐานการสำรองเกินหลักประกันเช่นนี้ได้ ยิ่งตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม และแน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของ BNB Coin ในฐานะเหรียญหลักของระบบนิเวศนี้ด้วย
ในด้าน “นโยบายและกลไก” ที่สนับสนุน BNB Coin และเครือข่ายบีเอ็นบี ก็มีการพัฒนาที่น่าสนใจไม่แพ้กันครับ หนึ่งในนั้นคือการบูรณาการการยืนยันขั้นสุดท้ายอย่างรวดเร็ว (Fast Finality) ของเครือข่ายบีเอ็นบีบนไบแนนซ์ ซึ่งช่วยลดเวลาการยืนยันธุรกรรมเหลือไม่ถึงสี่วินาที ทำให้การทำธุรกรรมรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ มูลนิธิบีเอ็นบี (BNB Foundation) ยังคงเดินหน้าซื้อโครงการต่าง ๆ ภายใต้โครงการจูงใจสภาพคล่องมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาและโครงการใหม่ ๆ บนเครือข่ายบีเอ็นบี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขยายระบบนิเวศและความหลากหลายในการใช้งาน และที่น่าจับตาคือ บริษัทครอบครัวของ ชางเพ็ง จ้าว (Changpeng Zhao) ผู้ร่วมก่อตั้งไบแนนซ์ ได้ให้การสนับสนุนบริษัทจัดการกองทุนใหม่ชื่อ เท็นเอ็กซ์ แคปปิตอล (10X Capital) ซึ่งมีแผนจะลงทุนใน BNB Coin และมีเป้าหมายที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งหากสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญที่นำ BNB Coin เข้าสู่การยอมรับในระดับสถาบันการเงินที่ใหญ่ขึ้นอย่างก้าวกระโดด บริษัทหลายแห่งก็เริ่มสะสมสกุลเงินดิจิทัลอย่างจริงจัง เช่น นาโน แล็บส์ (Nano Labs) ที่วางแผนจะซื้อ BNB Coin สูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และซื้อไปแล้ว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นขององค์กรขนาดใหญ่ต่ออนาคตของ BNB Coin และยังมีกว่า 30 ทีมที่ต้องการจัดตั้งบริษัทมหาชนกองทุน BNB ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการยอมรับในระดับสถาบันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สุดท้าย เรามาสำรวจ “การพัฒนาเครือข่ายและระบบนิเวศ” ล่าสุดของ BNB Coin กันครับว่ามีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายบีเอ็นบีกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่คราเคน (Kraken) และแบ็คด์ ไฟแนนซ์ (Backed Finance) ได้นำหุ้นสหรัฐฯ แบบโทเค็น (tokenized US stocks) มายังเครือข่ายบีเอ็นบี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ทำให้สามารถซื้อขายหลักทรัพย์อย่าง Apple และ Nvidia ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการเปิดมิติใหม่ของการลงทุนที่ผสานโลกการเงินดั้งเดิมเข้ากับบล็อกเชน นอกจากนี้ ไบแนนซ์ยังได้บูรณาการ BNB Chain Fast Finality เข้ามาใช้เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ซึ่งช่วยลดเวลาการยืนยันธุรกรรมเฉลี่ยเหลือไม่ถึงสี่วินาที เร็วขึ้นกว่า 83% ทำให้ประสบการณ์การใช้งานรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น มูลนิธิบีเอ็นบีก็ยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการซื้อโครงการต่าง ๆ ภายใต้โครงการจูงใจ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น การซื้อ JANITOR และ XTER เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นอกจากนี้ สตาร์ทอัพด้านการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) จากดูไบอย่างเซนซิ (Sensi) ได้เปิดตัวสมาร์ทเยลด์ (SmartYield) บนเครือข่ายบีเอ็นบีเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งเป็นตัวรวบรวมที่กระจายเงินฝากโดยอัตโนมัติไปยังกลุ่มที่ผ่านการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ใช้งาน และมีการออก NFT ตำแหน่ง (position NFT) เพื่อเป็นหลักฐานการฝากเงินอีกด้วย
ที่น่าจับตาอีกหนึ่งโครงการคือ ไบแนนซ์ได้จัดแอร์ดรอป (Airdrop) ให้กับผู้ถือ ลากรองจ์ (Lagrange – LA) ซึ่งเป็นโครงการตรวจสอบปัญญาประดิษฐ์ (AI verification) โดยมีการแจกโทเค็น LA จำนวน 15 ล้านโทเค็น ซึ่งคิดเป็น 1.5% ของอุปทานทั้งหมด ให้กับผู้เข้าร่วมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม และโทเค็น LA ได้เริ่มมีการซื้อขายแบบสปอตในคู่ USDT, USDC, BNB Coin, FDUSD และ TRY แล้ว โปรโตคอล Lagrange มีเป้าหมายที่จะเป็นชั้นพื้นฐานสำหรับการรักษาความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้หลักฐานความรู้เป็นศูนย์ (Zero-Knowledge Proofs หรือ ZK proofs) เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ของปัญญาประดิษฐ์แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคของ AI สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่าเครือข่ายบีเอ็นบีและ BNB Coin ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและนวัตกรรมในโลกคริปโทฯ ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
สรุปแล้วครับ BNB Coin ไม่ได้เป็นเพียงแค่เหรียญคริปโทฯ ธรรมดา ๆ แต่เป็นเสมือนหัวใจที่เต้นอยู่ในระบบนิเวศขนาดใหญ่ของเครือข่ายบีเอ็นบี มีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการชำระค่าธรรมเนียม, การกำกับดูแล, การรับส่วนลด, และการเข้าร่วมโครงการใหม่ ๆ รวมถึงกลไกการเผาเหรียญที่ช่วยบริหารจัดการอุปทานอย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบันและมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการใช้งาน ซึ่งบ่งชี้ถึงอนาคตที่สดใสของเหรียญนี้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตามครับ ในฐานะนักเขียนคอลัมน์การเงิน ผมต้องย้ำเตือนเสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน” แม้ BNB Coin จะดูมีอนาคตสดใสและมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่โลกคริปโทฯ ก็เหมือนมหาสมุทรที่คลื่นลมแปรปรวนอยู่เสมอ ราคาของ BNB Coin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ สามารถผันผวนได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงได้ตลอดเวลา โปรดจำไว้ว่าผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคตเสมอไป หากคุณสนใจที่จะลงทุนใน BNB Coin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจในสินทรัพย์นั้น ๆ อย่างถ่องแท้ ประเมินความเสี่ยงที่คุณรับได้ และไม่ควรนำเงินที่คุณไม่สามารถสูญเสียได้มาลงทุน ขอให้ทุกคนโชคดีกับการลงทุนและเดินหน้าสำรวจโลกคริปโทเคอร์เรนซีด้วยความรู้และความระมัดระวังนะครับ!